วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ซุปไก่สกัด...มีคุณค่าโภชนาการสูง?


ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นและมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มมากขึ้นมีการโฆษณาถึงประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันไปต่างๆ เช่นทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นต้นซุปไก่สกัดเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รู้จักกันมานานแล้วโดยเชื่อว่าจะช่วยบำรุงสุขภาพ ทำให้ร่างกายแข็งแรง

รศ.วรรณวิบูลย์ กาญจนกุญชร อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารคณะอุตสาหกรรมเกษตร อธิบายว่าซุปไก่สกัดนั้นถ้าพิจารณาถึงเรื่องคุณค่าทางโภชนาการแล้วมีการวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าซุปไก่สกัด100 มิลลิลิตร จะประกอบด้วย น้ำ 93 กรัม โปรตีน 8 กรัม แคลเซียม เหล็ก และวิตามินบีอีกเล็กน้อย เพราะฉะนั้นเมื่อดื่มซุปไก่สกัด 1 ขวด ในปริมาณ 80มิลลิลิตร ก็จะได้โปรตีนประมาณ 8 กรัม สำหรับคนทำงานทั้งหญิงและชายในขณะที่ร่างกายต้องการปริมาณโปรตีนประมาณ 44-55 กรัมต่อวัน

ซึ่งการบริโภคเนื้อสัตว์ในแต่ละวันก็จะได้รับโปรตีนในปริมาณตามที่ร่างกาย ต้องการตัวอย่างเช่น ในเนื้อสัตว์ 100 กรัม จะมีโปรตีนอยู่ประมาณ 16-20 กรัมเราควรบริโภคเนื้อสัตว์ประมาณ 300 กรัมจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพียงพอกับความต้องการสำหรับคนที่มีร่างกายปกติและบริโภคอาหารได้เอง การบริโภค เนื้อสัตว์ เช่นเนื้อไก่จะได้สารอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารไม่แพ้ซุปไก่สกัดถ้าอยากบริโภคเพราะความเชื่อก็เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลแต่สำหรับคนที่ร่างกายมีความต้องการกรดอะมิโน หรือต้องการโปรตีนอย่างรวดเร็วการดื่มซุปไก่สกัดก็สามารถช่วยชดเชยสิ่งต่างๆได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

TIPS
ศ.นพ. Azhar แพทย์ชื่อดังของประเทศมาเลเซียและคณะพบว่าหลังดื่มซุปไก่สกัดทุกวันสามารถช่วยลดความวิตกกังวลให้กับนักศึกษาแพทย์ที่กำลังเครียดจากการเตรียมสอบทั้งนี้ผู้วิจัยคาดว่าอาจจะเป็นเพราะโปรตีนและกรดอะมิโนที่มีมากในซุปไก่สกัดที่มีส่วนช่วยลดความวิตกกังวลสามารถช่วยในเรื่องการเรียนรู้ทำให้มีสมาธิและเพิ่มความจำของคนเราได้

ที่มา บทความเรื่อง ซุปไก่สกัด...มีคุณค่าโภชนาการสูง? วิทยาศาสตร์รอบตัวจาก สสวท
คัดลอกจาก
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข

เขาทำดินสอกันอย่างไร

>>>เคยสงสัยกันไหมครับว่า เขาทำดินสอกันยังไง
บางคนอาจคิดว่าเขาเจาะรูไม้แล้วใส่ไส้ดินสอเข้าไป ดูจากลักษณะดินสอ เขาก็น่าจะทำแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วใช้วิธีอื่น


ดินสอเริ่มกรรมวิธีทำดินสอโดยนำไม้สน (cedar) มาตัดเป็นแผ่นบาง ๆ กว้างยาวประมาณ ๒ ๓/๔ นิ้ว คูณ ๗ ๑/๔ นิ้ว และหนาไม่เกิน ๑/๔ นิ้ว นำไม้แผ่นไปเข้าเครื่องเซาะร่องตามความยาวไม้ แผ่นหนึ่งเซาะได้ประมาณสี่ถึงเก้าร่องขึ้นอยู่กับขนาดของดินสอที่จะทำ จากนั้นนำไส้ดินสอความยาว ๗ นิ้ววางลงไปในแต่ละร่อง ไส้ดินสอนี้ทำจากกราไฟต์ ดินเหนียว และน้ำเล็กน้อย จุ่มในขี้ผึ้งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทนทาน

ขั้นตอนต่อไป คือ นำไม้ขนาดเท่ากันอีกแผ่นที่เซาะร่องแล้วมาประกบทับลงไป โดยยึดติดกันด้วยกาวอุตสาหกรรมคุณภาพสูง จะได้แผ่นไม้ที่มีไส้ดินสอเรียงแถวเป็นไส้ในอยู่ตรงกลาง จากนั้นใช้เครื่องตัดตัดแผ่นไม้ออกมาเป็นดินสอจำนวนเท่ากับไส้ ขั้นตอนสุดท้ายคือทาสีและนำยางลบมาติดกาวเข้ากับก้นดินสอ เป็นอันเสร็จกระบวนการ ตามสถิติบอกว่า บริษัทผลิตดินสอชื่อดังแห่งหนึ่งในอเมริกาทำดินสอได้ ๕๗๖,๐๐๐ แท่งในเวลาเพียงแปดชั่วโมง

ที่มา ๑๐๘ ซองคำถาม
รูปภาพ pencils.com


เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม เรามาดูวิดีโอประกอบกันดีกว่า

มาฝึกคิดนอกกรอบกันเถอะ!!!!!

ความคิดสร้างสรรค์" หรือ "ครีเอทีฟ" นั้น บางทีก็ต้องเริ่มต้นจากการ "คิดนอกกรอบ"
คำถามแรกของการคิดนอกกรอบก็คือ ทำไมต้องเหมือนกับสิ่งที่เป็นมาและที่ดีกว่าเป็นอย่างไร

เรื่องที่ 1
เป็นเรื่องครูในโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งให้นักเรียนชั้น ป.3 แต่งเรียงความเป็นการบ้าน
ครูกำหนดตัวละคร 5 คนและตั้งชื่อ นักเรียนแค่นำตัวละครเหล่านี้ไปแต่งเรื่องมาเท่านั้น อะไรก็ได้
เด็กคนหนึ่งยกมือค้านบอกว่าไม่ชอบชื่อตัวละคร และขอเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยเสนอชื่อตามสมัยนิยมมา 5 ชื่อ ครูแกล้งไม่ยอม ยืนยันให้ใช้ชื่อเดิม เธออยากรู้ว่าเด็กน้อยจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เด็กหน้ามุ่ยแสดงชัดว่า ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้โต้เถียงอะไร
วันรุ่งขึ้นเด็กคนนั้นก็ส่งการบ้านเหมือนกับเพื่อน ๆ แต่ใบหน้าของเขายิ้มแย้มแบบมีเลศนัย รู้ไหมครับว่าเรื่องที่เขาแต่งมาเป็นอย่างไร ติ๊กต่อก...ติ๊กต่อก...ติ๊กต่อก
>>>>เฉลยครับ...นักเรียนคนนี้ทำตามกติกาของคุณครู คือให้ตัวละครทั้ง 5 คนใช้ชื่อตามที่ครูกำหนด
แต่พอเริ่มเรื่องปั๊บ ตัวละครทั้งหมดก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินขึ้นอำเภอทันที ขึ้นไปขอเปลี่ยนชื่อใหม่ ก็ชื่อที่เด็กน้อยคนนี้เสนอในห้องเรียนนั่นแหละครับ ภารกิจการเปลี่ยนชื่อเสร็จสิ้น จึงค่อยเดินเรื่องต่อไปตามจินตนาการของตนเอง ครูอ่านจบก็ยิ้มและหัวเราะ ไม่ได้ว่าอะไร แถมมาเล่าต่อด้วยความเอ็นดู เด็กน้อยคนนี้มีกระบวนการยืนยันเจตนารมณ์ของตนเองที่ฉลาดมาก สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนเองต้องการโดยไม่ขัดแย้งกับกติกาที่ผู้ใหญ่กำหนด

เรื่องที่ 2
อาจารย์คนหนึ่งสั่งให้นักศึกษาทุกคนยืนชิดติดผนังห้อง แล้วส่งกระดาษให้คนละแผ่น ก่อนตั้งโจทย์แบบฝึกหัดง่าย ๆ "ให้ทุกคนพับเครื่องบินกระดาษ และปาจากที่ยืนอยู่ไปให้ถึงผนังฝั่งตรงข้าม"
ผนังนั้นห่างจากผนังอีกฝั่งหนึ่งที่นักศึกษายืนอยู่ประมาณ ๑๐ เมตร ทุกคนพยายามพับกระดาษเป็นรูปเครื่องบินต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบตามที่คิดว่า จะทำให้พุ่งได้ไกลที่สุด ทุกคนปาเครื่องบินกระดาษของเขาอย่างแรงที่สุดแต่ไม่มีลำไหนพุ่งถึงผนังฝั่งตรงข้ามเลย
อาจารย์คนนั้นก็เดินเข้ามาแล้วบอกว่า ให้ทุกคนดูฝีมือการพับกระดาษระดับแชมป์เปี้ยนโลก
เขาใช้เวลาพับเครื่องบินไม่ถึง ๕ วินาที "เครื่องบิน" ของเขาไม่มีปีก "เครื่องบิน" ของเขาเป็นรูปทรงกลม ครับ เขาขยำกระดาษให้เป็นก้อนกลม ขยำให้แน่นที่สุดแล้วปาไปที่ผนังฝั่งตรงข้ามสุดแรง
"เครื่องบินกระดาษ" ของเขาไปถึง "เป้าหมาย" แม้จะไม่มีปีก เหตุผลง่าย ๆ สำหรับเรื่องนี้ก็คือ นักศึกษาทุกคนติด "กรอบ" เดิม ๆ ว่า เครื่องบินกระดาษต้องมีหน้าตาแบบเครื่องบินกระดาษ ทุกลำต้องมีปีก
ทุกคนคิดถึง "กรอบ" ของรูปแบบมากกว่า "เป้าหมาย" แต่เพราะอาจารย์คนนี้เริ่มต้นคิดที่ "เป้าหมาย" แล้วค่อยคิดรูปแบบการพับเครื่องบินกระดาษ เขาไม่ติดกรอบรูปลักษณ์แบบเดิม ๆ เพราะคำถามง่าย ๆ ว่า "ทำไมต้องเหมือนกับที่เป็นมา" เครื่องบินกระดาษของเขา จึงไม่เหมือนเครื่องบินของใคร แต่ถึง "เป้าหมาย" ที่ต้องการ

ที่มา หนังสือ แพ้ได้ แต่ไม่ยอม และ หนังสือ มองโลกง่ายง่าย สบายดี ของหนุ่มเมืองจันท์

ตลาดน้ำอโยธยา


ตลาดน้ำอโยธยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เกิดขึ้นได้เนื่องจากต้องการให้ พื้นที่เมืองอโยธยาที่ อยู่บริเวณรอบนอกเกาะกรุงศรีอยุธยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวกรุงเก่า ความเป็นอยู่ของคนเมืองรวยน้ำใจ และ อู่ข้าว อู่น้ำ ที่สำคัญ ซึ่งทุกวันนี้แทบจะหาไม่ได้แล้ว กลับคืนมาอีกครั้ง ภายในตลาดน้ำประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำจะอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยพื้นที่บก แบ่งเป็น 16 โซน ตามชื่ออำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดอยุธยา มีทั้งโซนของกินในเรือ จะนั่งรับประทานริมน้ำ หรือจะเดินไปทานไปก็ไม่ว่ากันแล้วแต่สะดวก เรื่องของกินนั้นไม่ต้องห่วงเพราะที่นี่เขาคัดสรรของอร่อยทั่วเมืองไทยมารวมไว้ ส่วนของฝากของที่ระลึกก็มีให้เลือกชมเลือกช็อปมากมาย สไตล์เก๋ไก๋ เดินกี่รอบก็ไม่เบื่อ ซึ่งร้านค้าร้านขายของต่าง ๆ ที่เข้ามาขายส่วนมากก็เป็นคนในพื้นที่ นับเป็นการกระจายรายได้และสร้างอาชีพสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมมากมายทั้งเวทีการแสดงพื้นบ้านต่างๆ รอบตลาด ขี่ช้างชมโบราณสถาน ถ่ายรูปคู่เสือ นั่งรถม้า ขับเอทีวี พายเรือในบริเวณตลาดน้ำ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ โขน รำไทย เพลงฉ่อย เพลงละคร Hilight ยามค่ำคืนกับการแสดง มินิ ไลท์ แอนด์ ซาวน์ วันธรรมดามี 3 รอบ วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 4 รอบเรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ทั้งอาหารตาและอิ่มท้องในคราวเดียว ที่สำคัญเปิดบริการให้เที่ยวชมทุกวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

การเดินทาง

รถส่วนตัว
มุ่งหน้าตามถนนสายเอเชีย เลี้ยวซ้ายเข้าอยุธยาไปตามถนนโรจนะ ขับตรงถึงเจดีย์วัดสามปลื้ม ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นวนรอบวงเวียนเลี้ยวขวาเข้าทางวัดมเหยงคณ์ จะพบกับทางเข้าตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งมีที่จอดรถรองรับกว่า 500 คัน

รถประจำทาง
ขึ้นรถ บขส กรุงเพทฯ-อยุธยา ต่อรถสองแถวที่ตัวจังหวัด ลงปากทางเข้าวัดมเหยงคณ์ และนั่งรถรับจ้างเข้าตลาดน้ำอโยธยา

ตลาดน้ำอโยธยา
65/12
หมู่ 7 ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทรศัพท์
0-3588-1733
เปิด-ปิดเวลา 10.00น.-21.00น.


เหตุใดจึงเรียกคนเก็บสตางค์รถเมล์ว่า กระเป๋ารถเมล์





>>>เหตุใดจึงเรียกคนเก็บสตางค์รถเมล์ว่า กระเป๋ารถเมล์ ทั้งที่อุปกรณ์ที่ใช้เก็บเงินนั้นเป็นกระบอกตั๋ว ไม่ใช่กระเป๋า เคยสงสัยกันไหมครับ ถ้าอยากรู้ลองอ่านดูครับ


แก๊ป...แก๊ป...ค่าโดยสารด้วยครับ แก๊ป...แก๊ป...มีตั๋วหรือยังครับ เสียงเหล่านี้คงได้ยินชินหูบนรถเมล์ ขสมก. ในชีวิตประจำวันของชาว กทม.ที่อาศัยรถเมล์เป็นพาหนะในการเดินทางไปประกอบสัมมาชีพ และผู้ที่ทำให้เกิดเสียงดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือ พนักงานเก็บค่าโดยสารนั่นเอง
เมื่อมานั่งพิจารณาทบทวนดูว่า "กระบอกตั๋ว" ที่พนักงานถืออยู่ในมือควบคู่กันไปกับการเก็บค่าโดยสารมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ก็อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เดิมทีเดียวการเก็บค่าโดยสารโดยใช้ตั๋วเริ่มมาจากเรือเมล์ก่อน เพราะเรือเมล์เกิดก่อนรถเมล์ ตั๋วที่ใช้กับเรือเมล์นั้นจะเป็นชนิด "ตั๋วพับ" แบบซ้อนกันเป็นพับๆ จึงนิยมเรียกว่า "ตั๋วพับ" มีลักษณะเป็นแถว แถวละ 5 ใบพันซ้อนกัน การใช้จะใช้มือฉีก (เล็บฉีก) สมัยก่อนพนักงานผู้เก็บค่าโดยสารจึงนิยมไว้เล็บกันยาวพอสมควร เพื่อสะดวกในการฉีกตั๋ว ลักษณะตั๋วมีสีต่างตามชนิดราคา เช่น 5 สต. 10 สต. 15 สต. เป็นต้น ตั๋วพับหนึ่งปึกหนึ่งจะมี 100 ใบ 500 ใบ วิธีใช้จะใช้ผ้าหนาๆ เย็นเป็นเข็มกลัดรัดตั๋วไว้เป็นพับๆ ยามประมาณ 5-6 นิ้ว กว้าง1นิ้วพอดีเท่ากับตั๋ว (ซึ่งลักษณะเป็นเล่มยาวๆแบบตั๋วคูปองนักเรียนแต่จะยาวกว่า) โดยจะใช้ฉีกตั๋วเป็นใบๆให้แก่ผู้โดยสาร

ต่อมาในราวปี พ.ศ.2461 บริษัทนายเลิศ ซึ่งเป็นบริษัทเดินรถเมล์ในกรุงเทพเป็นครั้งแรก ได้นำตั๋วพับของเรือเมล์มาใช้กับรถเมล์ขาวของบริษัทนายเลิศเป็นครั้งแรก ซึ่งโรงพิมพ์ตั๋วรถเมล์ดูเหมือนจะมีไม่มากในสมัยนั้น เช่น ที่โรงพิมพ์รวมช่าง อยู่แถวตลาดน้อย หรือที่ร้านศิริวิทย์ ย่านบางลำพู เป็นต้น

ต่อเมื่อเพื่อสะดวกในการเก็บค่าโดยสารได้รวดเร็วขึ้น บริษัทนายเลิศได้เปลี่ยนตั๋วพับมาเป็นตั๋วม้วนพร้อมกับนำกระบอกตั๋วมาใช้ควบคู่กันเป็นบริษัทแรก กระบอกตั๋วสมัยก่อนทำด้วยโลหะทองเหลือง ยาวประมาณ 1 ฟุต มีขนาดเดียว ทำเป็นช่องๆ 4-5ช่อง โดยมีตั๋วสำรองเก็บไว้ในแต่ละช่อง เพื่อเตรียมพร้อมตั๋วมีแต่ละขนาดราคา กระบอกตั๋วนี้จะใช้เก็บตั๋วอย่างเดียว ไม่ใช้เก็บเศษเหรียญหรือค่าโดยสารอย่างปัจจุบัน ซึ่ง พกส.จะมีกระเป๋าสะพายไว้เก็บเงินโดยเฉพาะ (เป็นลักษณะคล้ายกระเป๋าสุภาพสตรี แต่ใบจะเล็กกว่ามีสายสะพายยาวไว้คล้องช่วงคอและบ่า)

ในระยะหลังต่อมาพิจารณาเห็นว่า กระเป๋าสายสะพายเกะกะไม่สะดวกต่อการใช้ เพราะต้องเบียดเสียดกับผู้โดยสารจึงไม่คล่องตัวเท่าที่ควร จึงหันมานิยมใช้เศษเหรียญเก็บในช่องกระบอกตั๋วแทน โดยทำเป็นช่องใหญ่กว่าเก็บตั๋วธรรมดา กระบอกตั๋วจึงมีลักษณะความยาวแตกต่างกันตามแต่ละบริษัท เพราะบางบริษัทมีตั๋วราคาเดียว หรือ 2-3ราคา ตามความเหมาะสม แต่ที่นิยมใช้กันมีอยู่ 3 ชนิด คือชนิดสั้น ชนิดกลาง และชนิดยาว และต่อมาได้เปลี่ยนชนิดทำด้วยโลหะทองเหลืองมาเป็นทำด้วย โลหะสังกะสีตะกั่ว ซึ่งแหล่งจำหน่ายกระบอกตั๋วมีอยู่ตามย่านตลาดใหญ่ๆ เช่น แถวเฉลิมกรุง ย่านบางลำพู เป็นต้น
จากนั้นได้วิวัฒนาการดัดแปลงกระบอกตั๋วมาเป็นแบบ สแตนเลส ตามความนิยมแทน ทั้งนี้ เพื่อคงทนถาวรและสวยงาม ปัจจุบันหาซื้อได้ตามแหล่งตลาดใหญ่ๆ ในราคา 150-200 บาทตามแต่ลักษณะสั้นยาว

กระบอกตั๋ว นับว่ามีความสำคัญต่ออาชีพกระเป๋ารถเมล์อย่างยิ่ง จะเรียกว่า "กระบอกตั๋วคู่ชีพ พกส." ก็เห็นจะไม่ผิด เพราะก่อนจะขึ้นมาเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารนั้น ทุกคนจะต้องมี "กระบอกตั๋ว" ติดตัวเตรียมพร้อมเสมอ มีฉะนั้น จะไม่มีโอกาสได้ขึ้นปฏิบัติหน้าที่บนรถอย่างเด็ดขาด ดังนั้น เสียงแก๊ปๆ... ที่ได้ยินได้ฟังนั้น แม้อาจจะทำให้เป็นที่น่ารำคาญบ้างก็ตาม...แต่คุณค่าของมันนั้นนับว่าสำคัญไม่น้อย เพราะวันหนึ่งๆ สามารถหารายได้เข้าองค์การฯ วันละ 14-15 ล้านบาททีเดียว และทำให้องค์การฯยืนหยัดมาได้ถึง ปัจจุบัน
###สรุปก็คือว่าการเรียกคนเก็บสตางค์รถเมล์ว่า กระเป๋ารถเมล์ ทั้งที่อุปกรณ์ที่ใช้เก็บเงินนั้นเป็นกระบอกตั๋ว ไม่ใช่กระเป๋า ก็เพราะว่า ในสัยก่อนคนเก็บสตางค์จะมีกระเป๋าหนังใบใหญ่คล้องไหล่ไว้ใส่เงิน กระเป๋านี้แหละที่ทำให้เราเรียกพนักงานเก็บค่าโดยสารว่า ''กระเป๋ารถเมล์ '' มาจนบัดนี้



http://www.bangkokbusclub.com/forums/index.php?topic=454.0